วิตามิน  สารที่ร่างกายต้องการเพียงเล็กน้อย  แต่ขาดไม่ได้  วิตามินไม่ได้เป็นสารที่ให้พลังงานแก่ร่างกายแต่อย่างใด  แต่มีหน้าที่สำคัญในการควบคุมปฏิกิริยาเคมีของเซลล์ในร่างกายให้เป็นไปตามปกติ  ซึ่งหากร่างกายขาดวิตามินแล้วอาจทำให้เกิดความบกพร่องหรือผิดปกติประการใดประการหนึ่งได้

06

        การค้นพบวิตามิน  สารสำคัญนี้เริ่มต้นขึ้นโดย เซอร์เฟรเดอริก กาวแลนด์ ฮอปกินส์ (Sir Frederick Gowland Hopkins) นักชีวเคมีชาวอังกฤษ  ผู้ซึ่งมีความคิดว่า  “ในอาหารต้องมีส่วนประกอบที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต  ซึ่งไม่ใช่สารอาหารอย่างโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน  เกลือแร่และน้ำ”

        เซอร์ เฟรเดอริก กาวแลนด์ ฮอปกินส์  เกิดเมื่อวันนี้ 20 มิถุนายน ค.ศ.1861 ณ เมืองอีสเบิร์น (Eastbourne)  ประเทศอังกฤษ  เป็นศาสตร์ตราจารย์ด้านชีวเคมีที่ Cambridge University  ฮอปกินส์ได้ทำการศึกษาวิจัยค้นคว้าด้านการเปลี่ยนแปลงเคมีภายในสิ่งมีชีวิตอยู่หลายเรื่อง  เช่น  การเปลี่ยนแปลงทางเคมีของคาร์โบไฮเดรต ความสัมพันธ์ระหว่างการทำงานของกล้ามเนื้อและกรดแลคติก เป็นต้น

01 Sir Frederick Gowland Hopkins

       ในปี ค.ศ 1906  ช่วงยุคสมัยนั้นเรามีความคิดว่า  สารอาหารที่ร่างกายต้องการมีเพียงโปรตีน  คาร์โบไฮเดรต  ไขมัน  เกลือแร่และน้ำเท่านั้น  ซึ่งสารเหล่านี้มีอยู่ในอาหารและเราสามารถได้รับเมื่อรับประทานอาหารเข้าไป  โดยไม่จำเป็นต้องนำสารอื่นเข้าไปเพิมอีก  แต่ฮอปกินส์ไม่ได้คิดเช่นนั้น  เขาเชื่อว่าต้องมีสารชนิดอื่นที่เพิ่มไปในสารอาหาร จึงจะทำให้คนเรามีร่างกายเป็นปกติและสุขภาพแข็งแรงได้

02

            ฮอปกินส์จีงได้เริ่มทำการทดลอง โดยทดลองเลี้ยงหนูด้วยอาหารบริสุทธิ์  ซึ่งประกอบด้วยสารอาหารที่จำเป็นแก่หนู  เมื่อระยะเวลาผ่านไป  หนูตัวนั้นเริ่มหยุดการเจริญเติบโตและแสดงอาการผิดปกติ  แต่เมื่อฮอปกินส์ได้เพิ่มอาหารธรรมชาติเข้าไปในอาหารที่ใช้เลี้ยงหนูทดลอง  พบว่า หนูเริ่มกลับมาเจริญเติบโตและความผิดปกติที่คล้ายจะบ่งบอกถึงความเป็นโรคนั้นก็หายไปด้วย 

05

           เมื่อเป็นเช่นนั้นฮอปกินส์จึงมั่นใจว่า  สารที่อยู่ในอาหารซึ่งเขาเติมลงไปนั้นต้องมีสิ่งที่เข้าไปช่วยเสริมสร้างชีวิตให้กับหนูทดลอง แต่ยังไม่ทราบว่าคือสารใด  เขาจึงเรียกสารนั้นว่า  “องค์ประกอบของอาหารพิเศษ”

11

        ต่อมา คาสิเมียร์ ฟังค์ (Casimir Funk)  นักชีวเคมีชาวโปแลนด์  ได้เรียกสารดังกล่าวนี้ว่า  “วิตามิน (vitamine)”  เนื่องจากเป็นสารอาหารที่มีความจำเป็นต่อชีวิต  (vital)  และมีสมบัติเป็นสารเอมีน  (amine)  ต่อมาได้พบสารอาหารอีกหลายชนิดที่มีความจำเป็นต่อชีวิต  แต่ไม่ได้เป็นสารเอมีนจึงได้ตัด "e"  ในตัวสุดท้ายทิ้งไปคงเหลือแต่  "vitamin"  เท่านั้น

08 Casimir Funk

        การเรียกชื่อวิตามินแต่ละชนิดนั้น  แต่เดิมการเรียกชื่อวิตามินเรียงตามอักษร เช่น  A  B  C หรือเรียกตามหน้าที่ เช่น วิตามิน บี 1 ป้องกันโรคประสาทอักเสบหรือเหน็บชาเรียก antineuritic หรือ antiberi-beri vitamin  แต่ในปัจจุบันจะเรียกชื่อให้มีความสัมพันธ์กับธรรมชาติทางเคมี และอาจรวมแหล่งกำเนิดหรือหน้าที่เข้าไปด้วยเช่นวิตามิน เอ เรียกว่า retinol ซึ่งหมายถึงวิตามินที่มีธรรมชาติเป็นสารประเภทแอลกอฮอล์์และทำหน้าที่ในเรตินา  วิตามิน ดี เรียกว่า calciferol ซึ่งหมายถึง  วิตามินที่มีธรรมชาติเป็นสเตอรอล  และมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับเมตะบอลิสมของแคลเซียม เป็นต้น

03

        วิตามิน  เป็นสารอาหารที่มีสมบัติเป็นสารอินทรีย์ที่จำเป็นต่อร่างกายของสิ่งมีชีวิต  และต้องการในปริมาณน้อยระดับมิลลิกรัมหรือไมโครกรัมต่อวันเท่านั้น  มีหน้าที่ในกระบวนการเมแทบอลิซึมของร่างกาย  โดยเป็นสารตั้งต้นที่นำไปสร้างเป็นโคเอนไซม์  (coenzyme)  สารที่ทำหน้าที่ร่วมกันกับเอนไซม์ในการเร่งปฏิกิริยาเคมีต่าง ๆ  สิ่งมีชีวิตสารสังเคราะห์วิตามินบางชนิดได้อย่างเพียงพอในร่างกาย  ในขณะที่บางชนิดจำเป็นต้องได้รับจากภายนอกร่างกายในรูปของอาหาร

P

         อย่างไรก็ตาม  การที่ฮอปกินส์ได้ค้นพบสารที่เรียกว่า วิตามิน ในปัจจุบันนี้  ทำให้ฮอปกินส์ได้รับรางวัลโนเบล  สาขาการแพทย์  ร่วมกับคริสเตียน  ไอค์มาน  (Christian Eijhman)  แพทย์ชาวดัทช์  ที่ทดลองเลี้ยงลูกไก่ด้วยขาวที่ขัดสีจนขาว  แล้วพบว่า  ลูกไก่เป็นโรคชนิดหนึ่งคล้ายกับโรคเหน็บชาในคน  ซึ่งการค้นพบในครั้งนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นเปิดประตูของวงการวิทยาศาสตร์ให้เราได้รู้จักกับ "วิตามิน สารอาหารที่สิ่งมีชีวิตขาดไม่ได้"

 

 

อ้างอิง -  สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ http://www.nstda.or.th -  http://www.myfirstbrain.com/ -  http://th.wikipedia.org/wiki/วิตามิน

๒๙ กรกฎาคม วันภาษาไทยแห่งชาติ ภาษาไทย สมบัติของคนไทย

01

        การที่คนไทยเรา พูด อ่าน และเขียนภาษาไทยเป็นประจำทุกวันจนเกิดความเคยชิน อาจจะทำให้หลายๆคนไม่รู้สึกว่า “ "ภาษาไทย" ” มีความสำคัญแค่ไหน และมีคุณค่าเพียงไร หากจะเปรียบก็คงเหมือนกับอากาศที่เราหายใจเข้าหายใจออกอยู่ตลอดเวลา จนเราแทบไม่รู้ค่า ว่าหากขาดอากาศเมื่อไร เราก็ตายเมื่อนั้น ถึงแม้ว่าภาษาไทยจะไม่เหมือนอากาศที่ทำให้เราถึงกับตาย แต่ถ้าหากชาติไทยเราขาดภาษาไทย ” เมื่อไร นั่นก็หมายความว่าความเป็นชาติส่วนหนึ่งก็สูญสิ้นไปด้วย

02

        พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ได้มีพระราชนิพนธ์ตอนหนึ่งว่า “ ภาษาเป็นเครื่องผูกพันมนุษย์ต่อมนุษย์แน่นแฟ้นยิ่งกว่าสิ่งอื่น และไม่มีสิ่งไรที่จะทำให้คนรู้สึกเป็นพวกเดียวกันแน่นอนยิ่งไปกว่าพูดภาษาเดียวกัน ” คนไทยเราแม้จะต่างเผ่าพันธุ์ ต่างเชื้อชาติ ต่างท้องถิ่นหรือต่างศาสนา แต่เมื่อใดก็ตามที่เราต่างพูดภาษาไทย ” ทุกคนย่อมรู้สึกได้ทันทีถึงความเป็นพวกเดียวกัน ความเป็นชาติเดียวกัน ดังนั้น “ ภาษาจึงเป็นสิ่งที่จะร้อยรัดและผูกพันคนในชาติให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  ยิ่งหากอาศัยอยู่ในต่างประเทศ หรือแม้แต่ไปเที่ยว ถ้าได้ยินใครก็ตามพูดภาษาไทยขึ้นมา เชื่อว่าคนส่วนใหญ่จะเกิดความรู้สึกยินดีว่าเจอพวกเดียวกันแล้ว เจอคนไทยด้วยกันแล้ว

04

        การที่ภาษาเป็นสิ่งสำคัญก็เพราะว่า ภาษาเป็นสื่อเสียงและสื่อสัญลักษณ์ของมนุษยชาติที่เกิดจากการสร้างสรรค์ และสั่งสมของบรรพบุรุษสืบทอดมาสู่ลูกหลาน เป็นเครื่องมือที่ทำให้คนในชาตินั้นๆติดต่อสื่อสารซึ่งกันและกันได้ และเป็นเหตุให้วัฒนธรรมในด้านอื่นๆเจริญขึ้นด้วย   หากไม่มี ภาษา มนุษย์ก็คงไม่สามารถสืบทอดวิชาการความรู้จากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง และไม่อาจพัฒนาหรือรักษา “ ความเป็นชาติของตนไว้ได้ “ ภาษาจึงเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่ายิ่งของแต่ละชาติ

03

        อาจารย์จำนงค์ ทองประเสริฐ ราชบัณฑิตยสถาน ได้เคยเขียนคำนำในหนังสือ “ ภาษาของเราตอนหนึ่งว่า “ ในฐานะที่คนไทยเรา เป็นชาติที่มีวัฒนธรรมของตนเองมานับเป็นเวลาพัน ๆ ปี เรามีภาษาพูด ภาษาเขียน และเลขของเราใช้โดยเฉพาะ ซึ่งแม้แต่ชาติที่เจริญหรือเป็นมหาอำนาจอื่น ๆ บางชาติก็หามีครบอย่างเราไม่ บางชาติอาจจะมีแต่ภาษาพูด ขาดภาษาเขียน หรือบางชาติมีภาษาเขียน มีตัวหนังสือของตัวเอง แต่ขาดเลข ต้องขอยืมของชาติอื่นเขามาใช้ จึงนับว่าเป็นสิ่งที่เราน่าจะภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง

        ดังนั้น เราจึงควรที่จะช่วยกันรักษาและส่งเสริมวัฒนธรรมในด้านภาษาของเราให้ยืนยงต่อไปตลอดกาล ชาติที่เป็นมหาอำนาจทางอาวุธ แต่ขาดอำนาจในทางวัฒนธรรมนั้น แม้จะเป็นผู้พิชิตทางด้านการทหาร ก็จะถูกพิชิตทางด้านวัฒนธรรม อย่างพวกตาดมองโกลที่พิชิตเมืองจีนแล้วตั้งราชวงศ์หงวนขึ้นมาครองจีน ในที่สุดก็ถูกพวกจีนที่มีวัฒนธรรมสูงกว่ากลืนชาติหมด.....  วัฒนธรรมจึงนับว่าสำคัญยิ่งในอันที่จะพิชิตใจคน การพิชิตทางกายนั้นอาจกลับถูกพิชิตได้ง่าย แต่ การพิชิตทางด้านวัฒนธรรมนั้นเป็นการพิชิตทางด้านจิตใจ จึงเป็นการพิชิตที่นุ่มนวล เป็นการพิชิตที่ผู้ถูกพิชิตยอมสมัครใจให้พิชิต วัฒนธรรมที่สำคัญยิ่งของไทย และเป็นวัฒนธรรมไทยแท้ๆก็คือ ภาษา ซึ่งแม้ต่อมา จะมีภาษาอื่นมาปะปนอยู่บ้าง แต่ก็เป็นภาษาที่ถูกเรากลืนให้เป็นไทยหมดแล้วทั้งนั้น จึงนับว่าเป็นภาษาไทยโดยแท้ ” 

06

          อย่างไรก็ดี เป็นที่น่าเสียดายว่า ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการพัฒนาประเทศที่ผ่านมา นอกจากจะทำให้วิถีชีวิตของประชาชนคนไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมายแล้ว อิทธิพลของกระแสวัฒนธรรมต่างชาติที่หลั่งไหลเข้าสู่สังคมไทยอย่างรวดเร็ว รวมทั้งเทคนิคการสื่อสารสมัยใหม่ ยังมีส่วนทำให้ “ ภาษาไทย ” ที่ใช้ในปัจจุบันทั้งภาษาพูดและภาษาเขียนอยู่ในสภาวะเสื่อมโทรมลงอย่างน่าเป็นห่วง เนื่องจากคนไทยเองได้ละเลยต่อความสำคัญในการใช้ภาษาไทย และมีการใช้ภาษาที่ผิดเพี้ยนในการสื่อสารมากขึ้นทุกที จนเป็นที่น่าวิตกว่า หากไม่รีบช่วยกันแก้ไข นานไปเอกลักษณ์และคุณค่าของภาษาไทยอาจสูญหายไปจนหมดสิ้น

05

        ด้วยเหตุนี้ จึงได้มีการเสนอให้รัฐบาลจัดตั้ง “ วันภาษาไทย ” ขึ้น เพื่อช่วยกระตุ้นและปลุกจิตสำนึกให้คนไทยได้ตระหนัก และเห็นคุณค่าของภาษาไทย ซึ่งคณะรัฐมนตรีก็ได้มีมติเมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๔๒ อันเป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงเจริญพระชนมายุครบ ๖ รอบ กำหนดให้วันที่ ๒๙ กรกฎาคมของทุกปีเป็น “ วันภาษาไทยแห่งชาติ ” ตามที่ทบวงมหาวิทยาลัยเสนอ เพื่อเฉลิมพระเกียรติและสนองพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านในด้านภาษาไทย รวมทั้งเพื่อกระตุ้นให้สถาบันการศึกษา องค์กร หน่วยงานต่างทั้งภาครัฐ เอกชนและประชาชนชาวไทย ได้ตระหนักในความสำคัญของภาษาไทย และร่วมใจกันใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้อง และรักษาภาษาไทยอันเป็นภาษาประจำชาติไว้ให้งดงามยั่งยืนตลอดไป

         การที่กำหนดเป็นวันนี้ เนื่องจากตรงกับวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ได้ทรงเสด็จฯไปเป็นประธานและทรงร่วมอภิปรายกับผู้ทรงคุณวุฒิในการประชุมทางวิชาการของชุมนุมภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๐๕ เกี่ยวกับปัญหาการใช้คำไทย ซึ่งได้ทรงแสดงพระปรีชาสามารถและความสนพระราชหฤทัยห่วงใยในภาษาไทย จนเป็นที่ประทับใจผู้เข้าร่วมการประชุมครั้งนั้นเป็นอย่างยิ่ง และนับเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ของวงการภาษาไทย ที่ได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณดังกล่าว

cropped-e0b884e0b8a5e0b8b1e0b887e0b899e0b8a0e0b8b1e0b8aae0b8aae0b8a3e0b893e0b98c1

        พระราชดำรัสในครั้งนั้น ตอนหนึ่งความว่า “         "เรามีโชคดีที่มีภาษาของตนเองแต่โบราณกาล จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะรักษาไว้ ปัญหาเฉพาะในด้านรักษาภาษานี้ก็มีหลายประการ อย่างหนึ่งต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในทางออกเสียง คือให้ออกเสียงให้ถูกต้องชัดเจน อีกอย่างหนึ่งต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในวิธีใช้ หมายความว่าวิธีใช้คำมาประกอบประโยค นับเป็นปัญหาที่สำคัญ ปัญหาที่สามคือความร่ำรวยในคำของภาษาไทย ซึ่งพวกเรานึกว่าไม่ร่ำรวยพอ จึงต้องมีการบัญญัติศัพท์ใหม่มาใช้ ...... สำหรับคำใหม่ที่ตั้งขึ้นมีความจำเป็นในทางวิชาการไม่น้อย แต่บางคำที่ง่ายๆก็ควรจะมี ควรจะใช้คำเก่าๆที่เรามีอยู่แล้ว ไม่ควรจะมาตั้งศัพท์ใหม่ให้ยุ่งยาก"

         นอกจากนี้ยังมีพระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเมื่อวันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๑๒ ความว่า “ ในปัจจุบันนี้ปรากฏว่า ได้มีการใช้คำออกจะฟุ่มเฟือย และไม่ตรงกับความหมายอันแท้จริงอยู่เนืองๆ ทั้งออกเสียงก็ไม่ถูกต้องตามอักขรว