กว่า 4 ทศวรรษที่มีการใช้ CT scan เป็นเครื่องมือในการตรวจหาความผิดปกติอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย ด้วยลำแสงเอ็กซ์ (X-ray) ซึ่งเทียบได้กับเครื่องเอ็กซ์เรย์ที่ได้รับการพัฒนาแล้วแต่ต่างกันตรงที่ภาพที่ได้จาก CT scan จะเป็นภาพ 3 มิติที่มีรายละเอียดมากกว่าเครื่องเอ็กซ์เรย์โดยทั่วไปนั่นเอง การทำงานของเครื่องจะทำโดยฉายลำแสงเอ็กซ์ผ่านอวัยวะที่ต้องการตรวจในแนวตัดขวาง และให้คอมพิวเตอร์สร้างภาพ ภาพที่ได้จึงเป็นภาพตัดขวางส่วนที่ต้องการตรวจอย่างละเอียด โดยมีข้อบ่งชี้ของการตรวจดังนี้

  •     ตรวจหาเนื้องอกในอวัยวะต่างๆ รวมทั้งตำแหน่งและขนาดของเนื้องอก
  •     ตรวจหาการแพร่กระจายของเนื้องอกไปยังต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ ใกล้เคียง
  •     ตรวจดูการคั่งของเลือดในสมอง ช่องท้อง และอุ้งเชิงกราน
  •     ตรวจหาความผิดปกติของหลอดเลือด เช่น เส้นเลือดโป่งพอง เส้นเลือดอุดตัน เป็นต้น
  •     ตรวจหาความผิดปกติของกระดูก และข้อต่อต่างๆ เช่น การหัก การหลุด และการอักเสบ เป็นต้น

CT

ในขณะที่ผู้ป่วยที่ใช้เครื่อง CT scan ได้รับความสะดวก รวดเร็วในการวินิจฉัย พร้อมกับความแม่นยำที่เพิ่มมากขึ้น กลับกันนักวิจัยจำนวนมากกลับมีความกังวลจากการใช้งาน CT scan ว่าจะไปเพิ่มความเสี่ยงให้ผู้ใช้เครื่องเหล่านี้มีโอกาสเป็นมะเร็งเพิ่มขึ้น เพราะจากการทำ CT scan หนึ่งครั้ง มีค่าเท่ากับการไปเอ็กซ์เรย์แบบปกติ 150 - 1,100 ครั้ง การรับรังสีอาจส่งผลให้เกิดการกลายพันธุ์ของยีนที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งได้ รังสีที่ได้รับจากการทำ CT scan 1 ครั้งมีปริมาณเทียบเท่ากับการได้รับรังสีจากในธรรมชาติและจากแหล่งอื่นๆ ที่มนุษย์สร้างขึ้น 1 ปีเลยทีเดียว

ตามข้อแนะนำปัจจุบันของคณะกรรมาธิการระหว่างประเทศด้านการป้องกันรังสี (International Commission on Radiological Protection, ICRP) บุคลากรที่ปฏิบัติงานด้านรังสีจะถูกกำหนดให้มีค่าปริมาณรังสีสมมูลได้ไม่เกิน 20 mSv ต่อปี แม้การทำ CT scan จะเป็นหนทางหนึ่งที่ช่วยไม่ให้ผู้ป่วยต้องตายด้วยโรคมะเร็ง แต่การทำ CT scan บ่อย ๆ อาจจะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการป่วยเป็นโรคมะเร็งได้ในอนาคต

งานวิจัยจาก National Cancer Institute ได้ประมาณการไว้ว่า ในอนาคตจะมีการเกิดมะเร็งขึ้นในผู้ที่ทำ CT scan จำนวน 29,000 ราย ซึ่งเชื่อมโยงกับจำนวนผู้ทำ CT scan ทั้งหมดในปี 2007 (ประมาณ 72 ล้านคนทั่วโลก)  นั่นหมายความว่าในทุกๆ ปีจะมีผู้ป่วยโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นร้อยละ 2 จากผู้ป่วยโรคมะเร็งทั้งหมด 1.7 ล้านคนทั่วโลก

NA-BR032_CTSCAN_G_20120606182409

นอกจากนี้ การศึกษาของศูนย์การแพทย์ในพื้นที่แถบอ่าวซานฟรานซิสโกในปี 2009 ได้คำนวณว่าจะมีผู้ป่วยโรคมะเร็งอันเนื่องมาจาก CT scan เพิ่มมากขึ้น 1 คน จากผู้ที่ทำ CT scan บริเวณทรวงอกเป็นประจำทุกๆ 400 - 2,000 คน ความน่าเชื่อถือของการทำนายดังกล่าวนั้นยังไม่เป็นที่แน่ชัดขึ้นอยู่กับวิธีการคำนวณที่ใช้เพื่อวัดพื้นฐานความเชื่อมโยงกันระหว่างการฉายรังสีกับโรคมะเร็งที่เกิดขึ้น

ค่าความเสี่ยงจากการใช้ CT scan ที่มีอยู่เดิมนั้นเป็นการคำนวนโดยนำการย้อนหลังสืบประวัติคนที่เป็นมะเร็งไปหลายสิบปีรวมถึงบุคคลที่เป็นมะเร็งเพราะได้รับรังสีจากระเบิดปรมาณูในสงครามโลกครั้งที่ 2 เข้าไปด้วย ผู้ที่รอดชีวิตจากระเบิดนิวเคลียร์ครั้งนั้นมีผู้ที่ได้รับรังสีปริมาณต่ำอยู่ประมาณ 25,000 คน ปริมาณรังสีที่ได้รับนี้เทียบเท่ากับการทำ CT scan 1 - 3 ครั้ง เมื่อนักวิจัยนำข้อมูลจากคนกลุ่มนี้ไปวิเคราะห์ พบว่ามีจำนวนเคสของการเกิดมะเร็งมากพอที่จะทำให้เชื่อได้ว่าการทำ CT scan ส่งผลต่อการเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งอย่างที่เชื่อกันในปัจจุบัน

นอกจากการทำ CT scan ยังมีความเป็นไปได้ที่จะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งแล้ว นักวิจัยยังกังวลในเรื่องของปริมาณรังสีที่ใช้ในการถ่ายภาพอวัยวะส่วนต่างๆ เนื่องจากยังไม่มีค่ามาตรฐานที่บังคับใช้ ทำให้บางครั้งผู้ป่วยอาจได้รับรังสีมากเกินจำเป็น  (การใช้รังสีทางการแพทย์ไม่มี dose limits แต่ใช้ค่า diagnostic reference levels (DRLs) ใน range ที่เหมาะสมกับ medical imaging protocol ของการตรวจแต่ละชนิด)

9-8-2556 11-52-23

ดังนั้นจึงมีกลุ่มคนหลายๆ กลุ่มจากทั่วโลกตัดสินใจที่จะทำการสำรวจขึ้นใหม่เพื่อประเมินค่าความเสี่ยงของการทำ CT scan อีกทั้งตัวเลขของผู้ป่วยจากแพทย์และสมาคมการแพทย์ที่เพิ่มจำนวนขึ้นนั้น ก็ทำให้นักวิจัยและแพทย์เริ่มหาทางที่จะลดระดับของรังสีที่ใช้ในการทำ CT scan แล้ว นักรังสีวิทยา 2 ท่านจากโรงพยาบาลในรัฐแมสซาชูเซตส์คิดว่าเขาสามารถลดปริมาณรังสีเอ็กซ์ที่ใช้ในการทำ CT scan โดยคุณภาพของภาพที่ได้ยังคงชัดเจน และก็ยังมีแพทย์หลายๆ ท่านที่พยายามทำแบบนี้เช่นเดียวกัน

ข้อมูลเดิม: ค่าความเสี่ยงการเป็นมะเร็งจากการทำ CT Scan

radiation-map-japan

การประเมินหาค่าความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งจากการทำ CT scan แต่เดิมนั้น เนื่องจากมีเหตุผลทางด้านจริยธรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้นักวิจัยไม่สามารถทดลองกับมนุษย์เพื่อหาค่าความเสี่ยงของการใช้ CT scan ที่แท้จริงได้ จึงต้องใช้ค่าที่เกิดจากการประมาณ นักวิจัยจึงย้อนกลับไปดูข้อมูลในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ปี 2488 ที่มีการปล่อยระเบิดปรมาณูที่ประเทศญี่ปุ่น ในเหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้มีประชาชนประมาณ 150,000 ถึง 200,000 คนเสียชีวิตเนื่องจากได้รับรังสีโดยตรงในปริมาณมาก ขณะเดียวกันคนที่อยู่ภายในรัศมี 2.5 กิโลเมตร จะได้รับรังสีปริมาณ 0.005 -3 Sv ส่งให้ผิวหนังไม้เกรียม ผมร่วง จนถึงมีชีวิตอยู่รอดได้เพียง 1 ปีเท่านั้น และผู้ที่ได้รับรังสีประมาณ 5 mSv นี้เทียบเท่ากับผู้ที่ทำ CT scan โดยใช้รังสีระดับปานกลาง ( 2-10 mSv) โดย Sv เป็นอักษรย่อที่มาจากคำว่า sievert เป็นหน่วยวัดกัมมันตรังสีที่ตั้งชื่อตามนักฟิสิกส์ชาวสวีเดนที่เชื่อ R.M. Sievert

 ศักยภาพของรังสีที่ทำให้เกิดการแตกตัวเป็นไอออน (ionizing radiation) ที่มีผลทางชีววิทยา จะขึ้นอยู่กับพลังงานจากรังสีที่ถูกดูดกลืนต่อหน่วยของมวลในเนื้อเยื่อหรืออวัยวะ ซึ่งถูกเรียกว่า absorbed dose และมี หน่วยวัดเป็น เกรย์ (Gray, Gy) หรือ มิลลิเกรย์ (milliGrays, mGy) ซึ่ง 1 Gy มีค่าเท่ากับ 1 จูลต่อกิโลกรัม (joule per kilogram) เมื่อเปรียบเทียบความเสี่ยงของการได้รับรังสีเพียงบางส่วนหรือทั่วร่างกาย ปริมาณของรังสีที่ร่างกายได้รับ (effective dose) จะถูกนำมาใช้ และจะถูกเรียกเป็น ปริมาณรังสีสมมูล (equivalent dose) มีหน่วยเป็น ซีเวิร์ต (Sieverts, Sv) หรือ มิลลิซีเวิร์ต (milliSieverts, mSv) โดยซีเวิร์ตเป็นผลคูณระหว่างปริมาณรังสีดูดกลืนที่มีหน่วยเป็นเกรย์ กับค่าปรับเทียบที่แตกต่างกันตามชนิดและพลังงานของรังสี และสำหรับรังสีเอกซ์มีค่าเท่ากับ 1 ดังนั้น 1 mSv มีค่าเท่ากับ 1 mGy

ดร.  สุวิมล  เจตะวัฒนะ กลุ่มวิจัยและพัฒนานิวเคลียร์ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)

ปีถัดมาหลังจากสิ้นสุดสงคราม นักวิจัยเริ่มติดตามอัตราการเกิดโรคและการเสียชีวิตของผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวมากกว่า 120,000 คน จากการติดตามพบว่า ความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งนั้นขึ้นอยู่กับปริมาณของรังสีที่ได้รับและถึงแม้จะได้รับรังสีในปริมาณน้อยมากแต่ก็อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงจนกลายเป็นมะเร็งได้.

จากฐานข้อมูลในปี 2006 National Research Council ได้ประมาณการไว้ว่าผู้ที่ได้รับรังสี 10 mSv หรือเท่ากับการทำ CT scan ที่ช่องอกจะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็ง 0.1% ในขณะที่องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐฯ ประมาณไว้เพียง 0.05% ตัวเลขแค่ 0.1 หรือ 0.05 นี้ เป็นตัวเลขที่น้อยมากเมื่อเทียบกับความเสี่ยงที่จะเกิดมะเร็งตามธรรมชาติ  เนื่องจากโดยปกติแล้วประชากรสหรัฐมีความเสี่ยงที่จะตายเพราะมะเร็ง 20% ดังนั้น การทำ CT scan 1 ครั้งอาจเพิ่มค่าเฉลี่ยของการเป็นมะเร็งจาก 20 ไปเป็น 20.05 หรือ 20.1% เท่านั้น

การประเมินค่าความเสี่ยงที่กล่าวมาข้างต้นเป็นการประเมินที่ค่อนข้างจะผิดพลาด เนื่องจากมีกรณีการเป็นมะเร็งและเสียชีวิตในหมู่ผู้รอดชีวิตจากระเบิดดังกล่าวและได้รับรังสีในปริมาณ 100 mSv หรือน้อยกว่าซึ่งรวมถึงค่าปริมาณรังสีที่ใช้ในการทำ CT scan น้อยมาก ดังนั้นค่าที่  National Research Council ประเมินออกมานั้นอาจไม่ตรงเท่าใดนัก 

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยแทรกซ้อนอื่นๆ ที่ต้องมานำมาคำนึงถึงเช่น สำหรับผู้ที่รอดชีวิตจากระเบิดปรมาณู กลุ่มคนเหล่านั้นได้รับรังสีแบบแผ่ไปทั่วทั้งร่าง ในขณะที่ผู้ที่ทำ CT scan นั้นจะถูกรังสีแค่บริเวณที่ต้องการวินิจฉัยเท่านั้นและได้รับรังสีที่บริเวณเดิมซ้ำๆ  นอกจากนั้น ผู้ที่รอดชีวิตขณะนั้นก็เพิ่งพ้นผ่านภาวะสงคราม อาหารการกินย่อมขาดแคลน จนแทบไม่มีอาหารให้กินเลยทีเดียว อีกทั้งยังไม่ได้รับการรักษาที่ถูกวิธีอีกด้วย ดังนั้นการใช้การประมาณค่าจากผู้รอดชีวิตจากระเบิดปรมาณูที่ประเทศญี่ปุ่นนั้นอาจเป็นค่าที่ไม่ถูกต้องแม่นยำ อาจจะมีค่ามากเกินจริงเมื่อนำมาเทียบกับชีวิตความเป็นอยู่ของคนในปัจจุบันที่ได้รับรังสีจากการทำ CT scan

การหาความเสี่ยงใหม่/ กำหนดมาตรฐานปริมาณรังสี

 เพื่อที่จะหาข้อสรุปให้กระจ่างชัดในเรื่องของความเสี่ยงในการใช้รังสีและกำหนดค่ามาตรฐานในปริมาณรังสีที่ใช้ นักวิจัยตัดสินใจจะที่เลิกให้ความสำคัญกับข้อมูลของผู้รอดชีวิตจากระเบิดปรมาณู และเริ่มเริ่มที่จะค้นคว้าวิจัยโดยหาข้อมูลจากผู้ที่ผ่านการทำ CT scan ว่ามีกรณีที่เกิดเป็นมะเร็งมากน้อยเพียงใด ส่วนค่ารังสีมาตรฐานนั้นจะทำการเผยแพร่ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า

Sarabjeet Singh และMannudeep Kalra นักรังสีวิทยาจาก Mass General ได้เริ่มทำการทดลองว่า เพื่อที่จะให้ได้รูปจากการทำ CT scan ที่คมชัดสามารถใช้รังสีในปริมาณที่ต่ำกว่าที่ใช้กันอยู่ได้หรือไม่ แต่ที่ทั้งสองจะทำการทดลองโดยหาอาสาสมัคร พวกเค้ากลับเลือกที่จะใช้ "ศพ" ในการศึกษา ซึ่งข้อดีของการใช้ศพก็คือ สามารถทำการทดลองซ้ำๆ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะมีใครต้องป่วยจากการได้รับรังสีจำนวนมาก จากการศึกษาพบว่า การวินิจฉัยความผิดปกติของปอดและทรวงอกสามารถลดการใช้รังสีได้มากถึง 75%  จากปริมาณรังสีที่ใช้ปกติ โดยภาพที่ได้ยังมีความคมชัด นอกจากนี้ Singh และ Kalra ยังได้เผยแพร่วิธีการข้างต้นไปยังนักรังสีวิทยาและนักเทคนิคการแพทย์ทั่วโลก

article-1299148771315-0a8bdcf2000005dc-103870_466x310

นี่เป็นอีกก้าวที่ช่วยในการกำหนดมาตรฐานปริมาณรังสีที่ต้องใช้ เนื่องจากองค์การอาหารและยายังไม่มีมาตรฐานกำหนดตายตัว ดังนั้นในสถานพยาบาลแต่ละแห่งก็อาจใช้ปริมาณรังสีไม่เท่ากัน ส่งผลให้บางครั้งผู้รับการวินิจฉัยด้วย CT scan อาจได้รับปริมาณรังสีมากเกินความจำเป็น

ปีที่ผ่านมา American Association of Physicists in Medicine ได้ออกขั้นตอนมาตรฐานสำหรับการทำ CT scan ในผู้ใหญ่ และได้ทำการกระจายมาตรฐานนี้ไปยังศูนย์รังสีในที่ต่างๆ เพื่อนำไปเป็นคู่มือการใช้งานเบื้องต้น แต่ก็ยังไม่มีข้อกำหนดที่แน่นอนว่าต้องลดรังสีลงเท่าใดถึงจะเหมาะสมในการทำ CT scan ของแต่ละบุคคล แต่ก็ยังไม่คนอีกจำนวนมากที่ไม่มีความจำเป็นต้องทำ CT scan

ในทุกปีมีเครื่อง CT scan เพิ่มขึ้น(เริ่มมีCT scan ครั้งแรกเมื่อปี 1970s) การเพิ่มขึ้นในปริมาณมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความแตกต่างของระดับ health care ของแต่ละประเทศ  เช่น จำนวนของ CT scan ใน UK น้อยกว่า US (67 million) 5 เท่า แต่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน จากการสำรวจพบว่า CT  dose อาจต่างกันได้ถึง 6 เท่า ถ้าบริษัทผู้ผลิตต่างกันและต่างกันได้ถึง 5 เท่า สำหรับเครื่องรุ่นเดียวกันแต่ใช้ต่างสถาบัน เป็นต้น โดยปริมาณรังสีที่ใช้เพื่อให้ได้ภาพที่ต้องการนั้นจะถูกกำหนดจาก American College of Radiology การเพิ่มของเครื่องCT scan ชี้ให้เห็นว่ามีอัตราการใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตราบใดที่ยังไม่มีการกำหนดปริมาณรังสีที่ใช้ตายตัว ผู้ที่จำเป็นต้องใช้เครื่อง CT scan ก็อาจต้องพบความเสี่ยงอยู่ร่ำไป

13-8-2556 16-34-35

นอกจากนี้ Bruce Hillman ได้รายงานไว้ว่ามีนักเทคนิคการแพทย์ที่อยู่ในห้องฉุกเฉินไม่น้อยที่ใช้ CT scan มากเกินความจำเป็น เนื่องจากตกอยู่ในสถานการณ์กดดันและมีความเป็นความตายของผู้ป่วยอยู่ในมือ จากการสำรวจเมื่อปี 2004 พบว่า แพทย์ที่อยู่ในห้องฉุกเฉินประมาณ 94 % ไม่คิดว่าการทำ CT scan จะไปเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งให้แก่ผู้ป่วยแต่อย่างใด

แต่หากพิจารณาในมุมกลับกัน ความเสี่ยงนี้อาจจะไม่มากนัก หากผู้ป่วยนั้นกำลังมีอาการเจ็บป่วยร้ายแรงหรืออยู่ในระยะที่อาจถึงแก่ชีวิตได้ทุกเมื่อและจำเป็นต้องทำ CT scan ในอวัยวะที่ต้องการจริง ๆ เพื่อให้ได้ข้อมูลมาประกอบการรักษาหรือหาทางช่วยชีวิต เช่น การได้รับอุบัติเหตุรุนแรงที่ศีรษะ หรือการตรวจดูการแพร่กระจายของมะเร็งในช่องท้อง แต่การทำ CT scan ทั่วร่างกายเพื่อค้นหาสาเหตุของโรคที่อาจหลบซ่อนหรือค้นหามะเร็งในระยะแรกเริ่มในบุคคลที่ยังมีสุขภาพดีอยู่อาจเกิดผลเสียมากกว่าประโยชน์ที่จะได้รับ ยิ่งได้รับการสแกนบ่อยครั้งเท่าไร ความเสี่ยงระยะยาวในอนาคตในการเกิดโรคมะเร็งจากการได้รับรังสีก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ผู้ที่ต้องการทำ CT scan ก็ต้องตัดสินใจกันเอาเองว่าความเสี่ยงอันไหนมีมากกว่ากัน ระหว่างโรคที่กำลังเป็นอยู่หรือโรคมะเร็งที่อาจเกิดหรือไม่เกิดขึ้นก็ได้ในอีก 10 หรือ 20 ปีข้างหน้า และมะเร็งที่เกิดขึ้นอาจจะไม่เกี่ยวข้องกับการทำ CT scan ที่ผ่านมาเลยก็ได้

 

อ้างอิงจาก http://www.scientificamerican.com/article.cfm?id=how-much-ct-scans-increase-risk-cancer, si.mahidol.ac.th

Comment

Comment:

Tweet